โปรแกรมฟิลเลอร์

ทำความรู้จักหัตถการ

TheraFill

TheraFill®

เปรียบเทียบกับโปรแกรมอื่น

TheraFill® (เทอราฟิล) เป็นสารเติมเต็มประเภท Atelocollagen จากประเทศเกาหลีใต้ ผลิตโดย CELLONTECH สำหรับเติมเต็มริ้วรอยและร่องบนใบหน้า

TheraFill คืออะไร?
ภาพกล่อง TheraFill ที่ The Ality Clinic

TheraFill คืออะไร?

TheraFill เป็น Collagen Filler หรือสารเติมเต็มที่มีคอลลาเจนเป็นส่วนประกอบหลัก

หลังฉีด ตัวคอลลาเจนจะเข้าไปเติมเต็มบริเวณที่มีร่องหรือเนื้อเยื่อบางลงโดยตรง จึงต่างจากสารกระตุ้นคอลลาเจนบางประเภทที่ต้องรอให้ร่างกายค่อย ๆ สร้างคอลลาเจนขึ้นมาเอง

จุดประสงค์หลักของผลิตภัณฑ์ตามข้อมูลผู้ผลิตคือ ช่วยปรับริ้วรอยและร่องบนใบหน้าแบบชั่วคราว ด้วยการฉีดคอลลาเจนเข้าสู่เนื้อเยื่อ

ต่างจากฟิลเลอร์ทั่วไปที่ใช้ Hyaluronic Acid เพราะ TheraFill ใช้ คอลลาเจน Type I จากสุกร ที่ผ่านกระบวนการกำจัดส่วน Telopeptide ออก เพื่อลดส่วนของโมเลกุลที่เกี่ยวข้องกับการกระตุ้นภูมิคุ้มกัน

ตัวผลิตภัณฑ์ประกอบด้วย Porcine Type I Atelocollagen 3% + Lidocaine 0.3% และบรรจุมาใน syringe ขนาด 1 ml

Atelocollagen คืออะไร?

Collagen ตามธรรมชาติมีส่วนที่เรียกว่า Telopeptide อยู่บริเวณปลายโมเลกุล ซึ่งเป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับการกระตุ้นภูมิคุ้มกัน

TheraFill ผ่านกระบวนการนำส่วน Telopeptide นี้ออก จึงเรียกว่า Atelocollagen

ผู้ผลิตระบุว่ากระบวนการนี้ช่วยลดการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันของคอลลาเจนเมื่อเทียบกับคอลลาเจนที่ยังมีส่วนดังกล่าวอยู่

TheraFill เป็นคอลลาเจนจากอะไร?

TheraFill ใช้ Porcine Collagen Type I หรือคอลลาเจนชนิดที่ 1 จากสุกร

จุดนี้ต่างจาก Collagen Filler รุ่นเก่าในอดีตบางชนิดที่ผลิตจากวัว หรือ Bovine Collagen

งานวิจัยของ TheraFill ระบุชัดว่าผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในการศึกษาประกอบด้วย Porcine Collagen Type I 3% และ Lidocaine 0.3%

TheraFill ช่วยเรื่องอะไร?

เหมาะกับงานที่ต้องการเติมเต็มแบบค่อนข้างเป็นธรรมชาติ เช่น

  • ร่องบนใบหน้า
  • ร่องแก้ม
  • ริ้วรอยที่เห็นแม้ไม่ได้แสดงสีหน้า
  • จุดที่เนื้อเยื่อบางลง
  • บริเวณที่ต้องการเติมเต็มโดยไม่ต้องการฟิลเลอร์ HA ที่ให้วอลลุ่มมาก
  • งานที่ต้องการเน้นความเรียบและคุณภาพของเนื้อเยื่อมากกว่าการปั้นโครงหน้า

หลักฐานทางคลินิกที่ชัดที่สุดของ TheraFill เป็นการใช้กับ Nasolabial Fold หรือร่องแก้ม โดยมีการติดตามผลต่อเนื่องถึง 12 เดือน

TheraFill เหมาะกับใต้ตาไหม?

TheraFill เป็นคอลลาเจนฟิลเลอร์ จึงมีการนำมาใช้กับบริเวณที่ผิวค่อนข้างบางและต้องการการเติมเต็มแบบละเอียดในทางคลินิก

แต่ใต้ตาต้องดูว่าปัญหาหลักคืออะไร

ถ้าเป็น

  • ผิวบาง
  • ริ้วเล็ก ๆ
  • เนื้อเยื่อบางลง
  • ร่องตื้น

แพทย์อาจพิจารณาผลิตภัณฑ์ประเภทคอลลาเจนตามลักษณะผิว

แต่ถ้าเป็น ร่องลึกจากโครงสร้างกระดูกหรือวอลลุ่มใต้ตาหายไปมาก อาจต้องใช้ HA Filler หรือวิธีอื่นร่วมด้วย

จึงไม่ควรเลือกจากคำว่า “ใต้ตา” อย่างเดียว แต่ต้องดูว่าร่องเกิดจากอะไร

TheraFill เหมาะกับงานปั้นหน้าหรือไม่?

TheraFill ไม่ใช่ตัวที่เน้นงาน Projection หรือ Contouring แบบฟิลเลอร์เนื้อแน่น

ถ้าต้องการ

  • เพิ่มความยาวคาง
  • ปั้นคาง
  • เพิ่มสันจมูก
  • สร้างกรอบหน้า
  • เพิ่ม Projection หน้าแก้ม

HA Filler ที่ออกแบบมาสำหรับงานโครงสร้างจะเหมาะกว่า

TheraFill จะเน้น เติมเนื้อเยื่อและร่อง มากกว่าการปั้นทรง

TheraFill เห็นผลทันทีไหม?

หลังฉีดสามารถเห็นการเติมเต็มบริเวณที่ทำได้ตั้งแต่ช่วงแรก เพราะตัวผลิตภัณฑ์เป็นคอลลาเจนที่เข้าไปอยู่ในเนื้อเยื่อโดยตรง

แต่ช่วงแรกอาจมีอาการบวมจากการฉีดร่วมด้วย จึงควรรอให้อาการบวมลดลงก่อนประเมินผลอีกครั้ง

TheraFill อยู่ได้นานแค่ไหน?

สำหรับหน้าเว็บ แนะนำใช้อธิบายว่า

ผลโดยทั่วไปอยู่ประมาณ 6–12 เดือน

เพราะมีงานวิจัยของ TheraFill โดยตรงที่ติดตามผู้เข้าร่วมเป็นเวลา 12 เดือน และยังพบการ改善ของร่องแก้มเมื่อเทียบกับก่อนฉีดในเดือนที่ 12

อย่างไรก็ตาม ระดับผลค่อย ๆ ลดลงตามเวลา และคะแนนความพึงพอใจ/การเปลี่ยนแปลงลดลงอย่างชัดเจนตั้งแต่หลังประมาณ 6 เดือน

ดังนั้นจึงไม่ควรเขียนว่า TheraFill อยู่ 12–24 เดือนแน่นอน เพราะหลักฐานทางคลินิกของผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่รองรับชัดกว่าที่ช่วงถึงประมาณ 12 เดือน

ระยะจริงยังขึ้นอยู่กับ

  • บริเวณที่ฉีด
  • ความลึกของร่อง
  • ปริมาณที่ใช้
  • การขยับของบริเวณนั้น
  • อายุและสภาพผิว
  • การสลายคอลลาเจนของแต่ละคน

ทำไมผลค่อย ๆ ลดลง?

คอลลาเจนเป็นโปรตีนที่ร่างกายสามารถย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ

งานวิจัยของ TheraFill อธิบายว่าเมื่อเวลาผ่านไป คอลลาเจนที่ฉีดเข้าไปจะถูกย่อยโดยเอนไซม์ Collagenase ภายในร่างกาย ทำให้ผลด้านการเติมเต็มค่อย ๆ ลดลง

จึงไม่ใช่สารเติมเต็มถาวร

TheraFill ต้องทำกี่ครั้ง?

ไม่มีจำนวนครั้งตายตัวสำหรับทุกคน

งานวิจัย TheraFill ที่ใช้กับร่องแก้มมีการประเมินหลังฉีดประมาณ 2 สัปดาห์ และสามารถทำ Touch-up เพิ่มอีกหนึ่งครั้ง หากการเติมเต็มครั้งแรกยังไม่เพียงพอ

ในการใช้งานจริง แพทย์จะดูจาก

  • ปัญหาที่ต้องการแก้
  • ความลึกของร่อง
  • ปริมาณคอลลาเจนที่ต้องการ
  • ผลหลังครั้งแรก

ไม่จำเป็นว่าทุกคนจะต้องทำหลายครั้งเหมือนกัน

TheraFill มี Lidocaine ไหม?

มีค่ะ

TheraFill มี Lidocaine 0.3% ผสมอยู่ในผลิตภัณฑ์ เพื่อช่วยลดความรู้สึกเจ็บขณะฉีด

หากมีประวัติแพ้ Lidocaine ควรแจ้งแพทย์ก่อนทำ

TheraFill ต่างจาก HA Filler ยังไง?

จุดต่างหลักคือ “วัสดุที่ฉีด”

TheraFill

  • Porcine Type I Atelocollagen 3%
  • เป็น Collagen Filler
  • เน้นเติมเต็มร่องและเนื้อเยื่อ
  • ไม่ใช่ Hyaluronic Acid
  • ไม่ได้เน้นงานปั้น Projection มาก

HA Filler

  • ใช้ Hyaluronic Acid
  • มีหลายความแน่น
  • ใช้ได้ตั้งแต่งานเติมร่องจนถึงปั้นโครงหน้า
  • สามารถใช้ Hyaluronidase ช่วยสลายได้

ดังนั้นไม่ได้หมายความว่าตัวไหนดีกว่า แต่เหมาะกับงานคนละแบบ

TheraFill สลายด้วย Hyaluronidase ได้ไหม?

ไม่ได้ค่ะ

TheraFill ไม่ใช่ Hyaluronic Acid จึงไม่สามารถใช้ Hyaluronidase สลายแบบ HA Filler ได้

คอลลาเจนจะค่อย ๆ ถูกย่อยสลายตามกระบวนการของร่างกายเอง

จุดนี้จึงควรรู้ก่อนเลือกฉีด เพราะต่างจาก HA Filler ที่มีตัวยาสำหรับช่วยสลายผลิตภัณฑ์โดยตรง

TheraFill ต่างจาก Sculptra ยังไง?

สองตัวนี้เกี่ยวข้องกับคอลลาเจนเหมือนกัน แต่ทำงานคนละแบบ

TheraFill

เป็นคอลลาเจนที่ฉีดเข้าสู่เนื้อเยื่อโดยตรง จึงมีการเติมเต็มจากตัววัสดุตั้งแต่หลังฉีด

Sculptra

เป็น PLLA Biostimulator ไม่ได้ฉีดคอลลาเจนเข้าไปโดยตรง แต่ใช้เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายค่อย ๆ สร้างคอลลาเจนของตัวเอง

ผลของ Sculptra จึงค่อย ๆ เปลี่ยนในช่วงหลังทำ ขณะที่ TheraFill มีส่วนของการเติมเต็มจากผลิตภัณฑ์เองตั้งแต่ต้น

TheraFill ต่างจาก Skinbooster ยังไง?

Skinbooster ส่วนใหญ่มักเน้น

  • เพิ่มความชุ่มชื้น
  • ผิวอิ่มน้ำ
  • Skin Quality
  • ริ้วเล็ก ๆ

ส่วน TheraFill เป็น Collagen Filler ที่มีบทบาทด้านการเติมเต็มเนื้อเยื่อและร่องมากกว่า

จึงไม่ได้เป็น Skinbooster แบบเดียวกับ Restylane Vital Light หรือ Definisse Hydro

ต้อง Skin Test ก่อนฉีดไหม?

Collagen Filler ในอดีต โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์จาก Bovine Collagen มีการใช้ Skin Test เพื่อตรวจการแพ้ก่อนฉีด

สำหรับ TheraFill กระบวนการผลิตนำส่วน Telopeptide ออก และงานวิจัยของผลิตภัณฑ์ระบุว่า ไม่จำเป็นต้องทำ Skin Test แบบผลิตภัณฑ์ bovine collagen รุ่นเก่า

อย่างไรก็ตาม ยังต้องแจ้งประวัติการแพ้และโรคประจำตัวให้แพทย์ทราบก่อนทำ

ใครไม่ควรฉีด TheraFill?

ข้อมูลผู้ผลิตระบุข้อห้ามสำคัญ เช่น

  • ผู้ที่แพ้โปรตีนจากสุกร
  • ผู้ที่แพ้ Lidocaine
  • ผู้ที่มีประวัติ Anaphylaxis
  • ผู้ที่มีภาวะหรือประวัติโรค Autoimmune ตามข้อกำหนดผลิตภัณฑ์
  • ผู้ที่กำลังตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร
  • ผู้ที่อายุต่ำกว่าเกณฑ์สำหรับผลิตภัณฑ์

แพทย์ควรซักประวัติก่อนทำทุกครั้ง

TheraFill มีส่วนประกอบจากสุกรไหม?

มีค่ะ

TheraFill ผลิตจาก Porcine Type I Collagen หรือคอลลาเจนจากสุกร

จึงควรแจ้งข้อมูลนี้อย่างชัดเจนก่อนทำ โดยเฉพาะผู้ที่

  • แพ้โปรตีนจากสุกร
  • หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์จากสุกร
  • มีข้อจำกัดด้านอาหารหรือความเชื่อที่เกี่ยวข้องกับแหล่งที่มาของผลิตภัณฑ์

หลังฉีด TheraFill บวมไหม?

หลังทำอาจพบ

  • บวม
  • แดง
  • รอยเข็ม
  • รอยช้ำ
  • เจ็บหรือตึงบริเวณที่ฉีด

งานวิจัยของ TheraFill รายงานอาการบวมบริเวณฉีดในผู้เข้าร่วมบางราย โดยในการศึกษานั้นไม่พบอาการไม่พึงประสงค์รุนแรงที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์

หลังฉีดกี่วันเข้าที่?

ช่วงแรกอาจยังมีอาการบวมจากการฉีดอยู่

โดยทั่วไปควรรอประมาณ 1–2 สัปดาห์ ก่อนประเมินการเติมเต็มอีกครั้ง ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของ TheraFill ที่ประเมินผลหลังการฉีดครั้งแรกที่ประมาณ 2 สัปดาห์ก่อนพิจารณา Touch-up

TheraFill ของแท้ดูยังไง?

ก่อนฉีดควรสามารถตรวจสอบผลิตภัณฑ์ที่นำมาใช้จริงได้

เช็กได้จาก

  • ชื่อ TheraFill®
  • กล่องผลิตภัณฑ์
  • syringe ขนาด 1 ml
  • เลข Lot
  • วันหมดอายุ
  • ข้อมูลผู้ผลิต CELLONTECH
  • ฉลากสำหรับประเทศไทย
  • ข้อมูลบนกล่องและ syringe ตรงกัน
  • สภาพบรรจุภัณฑ์เรียบร้อย

ข้อมูล TheraFill

  • ประเภท: Injectable Collagen Filler
  • ส่วนประกอบหลัก: Porcine Type I Atelocollagen
  • ความเข้มข้น Collagen: 3% หรือประมาณ 30 mg/ml
  • Lidocaine: 0.3%
  • ปริมาณ: 1 ml / syringe
  • ผู้ผลิต: CELLONTECH
  • ประเทศ: เกาหลีใต้
  • อายุผลิตภัณฑ์: 36 เดือนนับจากวันผลิต
  • ใช้หลัก ๆ สำหรับ: ริ้วรอยและร่องบนใบหน้า

คำถามที่พบบ่อย